สิ่งที่ได้เรียนรู้
วันนี้ได้หัดทำ Joomla! โดยการจำลองสถานการณ์ จัดตั้งบริษัท ABC Group ขึ้น
โดยมีสินค้าที่จะนำเสนอ 2 หมวดหมู่ด้วยกัน คือ กล้อง กับ notebook ซึ่งในการเรียนวันนี้ค่อนข้างซับซ้อน
ถ้าหากเสียสมาธิตอนไหนไปแล้ว จะหลุดออกนอกวงโคจรไปเลย แล้วจะกลับมาค่อนข้างยาก ต้องตั้งใจทำเท่านั้น!!!! นอกจากส่วนของเมนูทั่วไปแล้ว ยังมีการจัดทำส่วนของสมาชิก ที่จะต้องมีการลงทะเบียน และได้รับสิทธิพิเศษอื่นๆด้;p
นอกจาได้ทำ workshop แล้วยังได้เรียนเทคนิคของเพื่อนเพิ่มด้วย คือการเปลี่ยนภาพไอคอน และการจัดทำ popup
สิ่งที่ต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม
- ศึกษาและหัดทำ Joomla! ให้ได้มากขึ้น
- เตรียมทำโปรเตคต่อไป
ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม
วันนี้เรียนสนุกดีค่ะ พอได้ลองทำแบบที่มีคนคอยชี้แนะแล้วมันดีกว่ามากๆ แล้วต้องมีสมาธิตลอดเวลา ห้ามหลุด ไม่งั้นจะทำตามไม่ทัน > <"
วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2553
Learning Log 08
สิ่งที่ได้เรียนรู้
วันนี้ได้ present WebQuest ค่ะ แล้วก็ได้ดูของเพื่อนๆที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องไอเดียในการออกแบบ ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่ควรระวังในการทำงาน และโดยเฉพาะในการทำ WebQuest ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะจำเอาไว้ใช้ในการทำงานเว็ปต่างๆ และการพัฒนารูปแบบการทำ WebQuest ต่อไปในอนาคตค่ะ
สิ่งที่ต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม
จะต้องไปศึกษาเกี่ยวกับเทคนิค และวิธีการใช้ Joomla! ค่ะ พร้อมทั้งหาเทคนิคมาเพิ่มอีก 1 เทคนิคด้วยค่ะ แล้วก็เตรียมทำงานโปรเจคต่อไปค่ะ
ข้อเสนอแนะ
การได้มาดูผลงานเพื่อนๆหลังจากที่ไปพัฒนากันมาแล้วนั้น เห็นถึงความต่างจริงๆค่ะ ระหว่างก่อนแก้ไข และหลังแก้ไข ทำให้เราได้เห็นว่าการทำงานต่างๆนั้นถ้ามีคนหลายๆคนมาช่วยกันในการแสดงความคิดเห็น งานจะออกมาดีกว่าการทำโดยที่ไม่มีการเอามาให้ดูแล้วให้แสดงความคิดเห็น หรือติชมค่ะ
วันนี้ได้ present WebQuest ค่ะ แล้วก็ได้ดูของเพื่อนๆที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว รู้สึกว่าได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องไอเดียในการออกแบบ ข้อบกพร่อง หรือสิ่งที่ควรระวังในการทำงาน และโดยเฉพาะในการทำ WebQuest ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะจำเอาไว้ใช้ในการทำงานเว็ปต่างๆ และการพัฒนารูปแบบการทำ WebQuest ต่อไปในอนาคตค่ะ
สิ่งที่ต้องไปค้นคว้าเพิ่มเติม
จะต้องไปศึกษาเกี่ยวกับเทคนิค และวิธีการใช้ Joomla! ค่ะ พร้อมทั้งหาเทคนิคมาเพิ่มอีก 1 เทคนิคด้วยค่ะ แล้วก็เตรียมทำงานโปรเจคต่อไปค่ะ
ข้อเสนอแนะ
การได้มาดูผลงานเพื่อนๆหลังจากที่ไปพัฒนากันมาแล้วนั้น เห็นถึงความต่างจริงๆค่ะ ระหว่างก่อนแก้ไข และหลังแก้ไข ทำให้เราได้เห็นว่าการทำงานต่างๆนั้นถ้ามีคนหลายๆคนมาช่วยกันในการแสดงความคิดเห็น งานจะออกมาดีกว่าการทำโดยที่ไม่มีการเอามาให้ดูแล้วให้แสดงความคิดเห็น หรือติชมค่ะ
วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2553
Learning Log 07
สิ่งที่ได้เรียนรู้
วันนี้ได้เรียนเรื่อง. . .
CMS & LMS
การพัฒนาเว็บไซต์แบบเดิมๆ จะไม่ได้แยกโครงสร้างของเว็บไซต์ ส่วนการแสดงผลและส่วนเนื้อหาออกจากกัน จึงไม่สามารถแยกแก้ไขเฉพาะส่วนได้ เกิดปัญหาหลายๆอย่าง เช่น link ตาย และต่อมาได้เกิด CMS ขึ้น หรือก็คือ แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์แบบกึ่งสำเร็จรูป "Content Management System" ซึ่งจะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
CMS นั้นเป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้าง และบริหารเว็ปไซต์แบบสำเร็จรูป และผู้ใช้งานแทบจะไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมมาก่อนเลย
โดยประกอบด้วยระบบย่อยต่างๆ คือ - ระบบจัดการข่าวสาร -ระบบจัดการบทวิจารณ์ -ระบบจัดการสมาชิก -ระบบสืบค้นข้อมูล -ระบบจัดการไฟล์ดาวน์โหลด และ -ระบบจัดการป้ายโฆษณา
ตัวอย่าง Sofeware ที่ใช้สร้าง CMS . . .
- Wordpress.org : เดิมใช้ช่วยสร้างบล็อก ซึ่งเขียนด้วยภาษา PHP แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น และเป็นที่นิยม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง และมีปลั๊กอินเยอะ ตัวอย่างหน่วยงานที่นำไปใช้ได้แก่ CNN
- Drupal : เนื้อหาต่างๆ และcontent จะถูกเก็บในฐานข้อมูล เป็นรูปแบบของ Dynamic และแสดงเนื้อหาทางเว็บเบราเซอร์
- Google Site : ให้บริการพื้นที่เว็บไซต์ง่ายๆ มีเท็มเพลตสำเร็จรูปให้เลือก แต่มีข้อจำกัดในการปรับแต่ง ที่ทำได้ไม่มากเท่าใดนัก และไม่สามารถใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลได้ แต่ข้อดีคือ ใช้งานง่าย
- Mambo : เคยเป็นต้นแบบของ Joomla แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Joomla
- Joomla! : ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นคือ สามารถปรับแต่งเว็ปไซต์ได้ตามความต้องการ และมีฟังก์ชันให้เลือกใช้หลากหลาย
Learning Management System (LMS) คือ ระบบนำเสนอความรู้ จ้ดเก็บข้อมูลเพื่อติดตามสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน E-Learning ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยโดยเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน เช่น -การสร้างบทเรียน การสร้างกิจกรรมออนไลน์ -การสร้างแบบทดสอบออนไลน์ -การจัดการประเมินออนไลน์ -การตรวจสอบเวลาเรียนของผู้เรียน -การตรวจสอบการทำกิจกรรมให้คะแนนผู้เรียน
Blackboard: เป็นระบบที่จุฬาฯ นำมาใช้ ถือเป็น LMS รูปแบบหนึ่ง คือสามารถให้ผู้เรียนดาวน์โหลดเอกสารต่างๆได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ เป็นลิขสิทธิ์ มีการเสียค่าใช้จ่ายในการใช้
TCU : เป็นระบบของการเรียน e-learning ที่พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งจะมีโครงการของต่างประเทศที่คล้ายกันคือ Sakai-Project
ATutor : เป็นระบบที่สามารถปรับแต่งได้เองอย่างอิสระ และทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้หลากหลายมากขึ้น
Moodle : เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถออกแบบรายวิชาได้ตามความต้องการ มีฟังก์ชั่นการใช้งานมากมาย ทำให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ โครงสร้างค่อนข้างตายตัว
Learnsquare : ถูกพัฒนาโดย Nectec เป็นระบบที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ทุกเวลา ในระบบมัลติมีเดีย ทั้งบทความ ภาพ เสียง VDO และสามารถโต้ตอบได้เหมือนในห้องเรียนปกติ
จากนั้นก็ได้เรียนเรื่อง "การติดตั้ง AppServ เพื่อทดสอบ Joomla! ในเครื่อง", "ขั้นตอนการติดตั้ง Joomla!" และ "การสร้างเมนู Joomla!"
ตามด้วยเรื่อง "รู้จัก Front-end และ Back-end"
Front-end : (http://localhost/joomla) เป็นส่วนของหน้าเว็ปไซต์แสดงเนื้อหา แบ่งเป็น Module ต่างๆ เช่น
- Latest News : แสดงบทความล่าสุด
- Popular : แสดงบทความที่มีผู้ชมมากที่สุด
- Polls : เก็บรวบรวม และแสดงข้อมูลและผลทางสถิติ
- Search : สำหรับค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
- Main Menu : แสดงเมนูหลัก
- Resources : เป็นเมนูสำหรับไปยังแหล่งข้อมูลต่างๆ
Back-end : (http://localhost/joomla/administrator/) เป็นส่วนของผู้ดูแลระบบ ที่จะทำการจัดการเว็ปไซต์
- Site : ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล
- Menus : จัดการเมนูและลิ้งค์ในเว็บไซต์
- Content : จัดการกลุ่มของบทความ
- Components : ปรับตั้งค่า component ต่างๆในเว็ปไซต์
- Extension : อินสตอล ลบ extension ต่างๆ และปรับตั้งค่า extension อื่นๆ
- Tools : รวบรวมเครื่องมือที่สนับสนุนการทำงานในระบบต่างๆ ส่งข้อความไปยังสมาชิก การอ่านเขียนข้อความส่วนตัว ฯลฯ
- Help : รวบรวมข้อมูลที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ
การจัดการ Content บน Joomla! : Content ใน Joomla! มีโครงสร้าง 3 ส่วน คือ
- Article : ข้อมูลหรือเนื้อหา
- Category : หมวดหมู่ย่อยของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Article ที่อยู่ในหมวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
- Section : หมวดหมู่หลักของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Category ที่อยู่ในหวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
** Section เก็บ Category และ Category เก็บ Article **
** Uncategorized = Article แบบโดดๆ ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่ใดเลย **
**ถ้าเปรียบเทียบกับ Directory กับคอม จะมีการสร้างไดเรกทอรีหลัก (section) สำหรับการเก็บข้อมูล และภายในไดเรคทอรีหลักก็อาจจะมีการสร้างไดเรคทอรีย่อย (category) แล้วจึงจัดเก็บไฟล์ (article) ไว้ในไดเรคทอรีย่อยเหล่านั้นอีกที แต่โครงสร้างของ Joomla! มี 2 ระดับเท่าน คือ Section และ Category ไม่สามารถสร้างย่อยกว่านี้ได้
**Joomla! Extension มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ
- Module : ใช้สำหรับแสดงผลในหน้าเว็ปไซต์
- Component : ซับซ้อนกว่าโมดูล สามารถปรับแต่งได้อย่างละเอียด
- Plugin : เป็นส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการติดต่อระหว่างผู้ชม หรือผู้ดูแล
**Extension Template
Joomla แบ่งการทำงานโดยแบ่งแยกข้อมูลในเว็บไซต์และการแสดงผลออกจากกัน นั้นหมายความว่า เมื่อต้องการเปลี่ยนหน้าตาของเว็บไซต์ ก็เพียงแต่เปลี่ยน Template ของเว็บไซต์ใหม่เท่านั้น
Template คือ รูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่แสดงผลทางเว็ปไซต์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ร่วมกันในทุกๆหน้าของเว็ปไซต์ มีความเป็นเอกภาพและความเหมือนกันทั้งเว็ปไซต์ โดยในแต่ละ Template จะประกอบด้วยไฟล์หลายประเภท ทั้งไฟล์ภาษา PHP หรือไฟล์ภาพ โดยในTemplate นั้น จะมีทั้ง Freeware และ commercial ให้เลือกดาวน์โหลดกัน นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้การปรับแต่ง Joomla ของเราทั้งการสร้างเมนู ใส่ Article ปรับแต่ง Template แก้ภาษา และฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมาย
และสุดท้ายก็ได้เรียนเรื่อง"การติดตั้ง Extension - การเปลี่ยน Template" และ "การติดตั้ง Extension - การติดตั้งภาษาไทย" ซึ่งเป็นตัวอย่างของการติดตั้ง Extension
สิ่งที่ต้องค้นคว้าเพิ่มเติม
- Present WEBQUEST
- เตรียมทำงาน Project ต่อไปค่ะ
ข้อเสนอแนะ
ดูแล้วน่าจะง่ายกว่าการใช้ Dreamweaver มากๆเลยค่ะ ^^
วันนี้ได้เรียนเรื่อง. . .
CMS & LMS
การพัฒนาเว็บไซต์แบบเดิมๆ จะไม่ได้แยกโครงสร้างของเว็บไซต์ ส่วนการแสดงผลและส่วนเนื้อหาออกจากกัน จึงไม่สามารถแยกแก้ไขเฉพาะส่วนได้ เกิดปัญหาหลายๆอย่าง เช่น link ตาย และต่อมาได้เกิด CMS ขึ้น หรือก็คือ แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์แบบกึ่งสำเร็จรูป "Content Management System" ซึ่งจะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
CMS นั้นเป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้าง และบริหารเว็ปไซต์แบบสำเร็จรูป และผู้ใช้งานแทบจะไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมมาก่อนเลย
โดยประกอบด้วยระบบย่อยต่างๆ คือ - ระบบจัดการข่าวสาร -ระบบจัดการบทวิจารณ์ -ระบบจัดการสมาชิก -ระบบสืบค้นข้อมูล -ระบบจัดการไฟล์ดาวน์โหลด และ -ระบบจัดการป้ายโฆษณา
ตัวอย่าง Sofeware ที่ใช้สร้าง CMS . . .
- Wordpress.org : เดิมใช้ช่วยสร้างบล็อก ซึ่งเขียนด้วยภาษา PHP แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น และเป็นที่นิยม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง และมีปลั๊กอินเยอะ ตัวอย่างหน่วยงานที่นำไปใช้ได้แก่ CNN
- Drupal : เนื้อหาต่างๆ และcontent จะถูกเก็บในฐานข้อมูล เป็นรูปแบบของ Dynamic และแสดงเนื้อหาทางเว็บเบราเซอร์
- Google Site : ให้บริการพื้นที่เว็บไซต์ง่ายๆ มีเท็มเพลตสำเร็จรูปให้เลือก แต่มีข้อจำกัดในการปรับแต่ง ที่ทำได้ไม่มากเท่าใดนัก และไม่สามารถใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลได้ แต่ข้อดีคือ ใช้งานง่าย
- Mambo : เคยเป็นต้นแบบของ Joomla แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Joomla
- Joomla! : ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นคือ สามารถปรับแต่งเว็ปไซต์ได้ตามความต้องการ และมีฟังก์ชันให้เลือกใช้หลากหลาย
Learning Management System (LMS) คือ ระบบนำเสนอความรู้ จ้ดเก็บข้อมูลเพื่อติดตามสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน E-Learning ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยโดยเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน เช่น -การสร้างบทเรียน การสร้างกิจกรรมออนไลน์ -การสร้างแบบทดสอบออนไลน์ -การจัดการประเมินออนไลน์ -การตรวจสอบเวลาเรียนของผู้เรียน -การตรวจสอบการทำกิจกรรมให้คะแนนผู้เรียน
Blackboard: เป็นระบบที่จุฬาฯ นำมาใช้ ถือเป็น LMS รูปแบบหนึ่ง คือสามารถให้ผู้เรียนดาวน์โหลดเอกสารต่างๆได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ เป็นลิขสิทธิ์ มีการเสียค่าใช้จ่ายในการใช้
TCU : เป็นระบบของการเรียน e-learning ที่พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งจะมีโครงการของต่างประเทศที่คล้ายกันคือ Sakai-Project
ATutor : เป็นระบบที่สามารถปรับแต่งได้เองอย่างอิสระ และทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้หลากหลายมากขึ้น
Moodle : เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถออกแบบรายวิชาได้ตามความต้องการ มีฟังก์ชั่นการใช้งานมากมาย ทำให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ โครงสร้างค่อนข้างตายตัว
Learnsquare : ถูกพัฒนาโดย Nectec เป็นระบบที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ทุกเวลา ในระบบมัลติมีเดีย ทั้งบทความ ภาพ เสียง VDO และสามารถโต้ตอบได้เหมือนในห้องเรียนปกติ
จากนั้นก็ได้เรียนเรื่อง "การติดตั้ง AppServ เพื่อทดสอบ Joomla! ในเครื่อง", "ขั้นตอนการติดตั้ง Joomla!" และ "การสร้างเมนู Joomla!"
ตามด้วยเรื่อง "รู้จัก Front-end และ Back-end"
Front-end : (http://localhost/joomla) เป็นส่วนของหน้าเว็ปไซต์แสดงเนื้อหา แบ่งเป็น Module ต่างๆ เช่น
- Latest News : แสดงบทความล่าสุด
- Popular : แสดงบทความที่มีผู้ชมมากที่สุด
- Polls : เก็บรวบรวม และแสดงข้อมูลและผลทางสถิติ
- Search : สำหรับค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
- Main Menu : แสดงเมนูหลัก
- Resources : เป็นเมนูสำหรับไปยังแหล่งข้อมูลต่างๆ
Back-end : (http://localhost/joomla/administrator/) เป็นส่วนของผู้ดูแลระบบ ที่จะทำการจัดการเว็ปไซต์
- Site : ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล
- Menus : จัดการเมนูและลิ้งค์ในเว็บไซต์
- Content : จัดการกลุ่มของบทความ
- Components : ปรับตั้งค่า component ต่างๆในเว็ปไซต์
- Extension : อินสตอล ลบ extension ต่างๆ และปรับตั้งค่า extension อื่นๆ
- Tools : รวบรวมเครื่องมือที่สนับสนุนการทำงานในระบบต่างๆ ส่งข้อความไปยังสมาชิก การอ่านเขียนข้อความส่วนตัว ฯลฯ
- Help : รวบรวมข้อมูลที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ
การจัดการ Content บน Joomla! : Content ใน Joomla! มีโครงสร้าง 3 ส่วน คือ
- Article : ข้อมูลหรือเนื้อหา
- Category : หมวดหมู่ย่อยของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Article ที่อยู่ในหมวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
- Section : หมวดหมู่หลักของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Category ที่อยู่ในหวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
** Section เก็บ Category และ Category เก็บ Article **
** Uncategorized = Article แบบโดดๆ ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่ใดเลย **
**ถ้าเปรียบเทียบกับ Directory กับคอม จะมีการสร้างไดเรกทอรีหลัก (section) สำหรับการเก็บข้อมูล และภายในไดเรคทอรีหลักก็อาจจะมีการสร้างไดเรคทอรีย่อย (category) แล้วจึงจัดเก็บไฟล์ (article) ไว้ในไดเรคทอรีย่อยเหล่านั้นอีกที แต่โครงสร้างของ Joomla! มี 2 ระดับเท่าน คือ Section และ Category ไม่สามารถสร้างย่อยกว่านี้ได้
**Joomla! Extension มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ
- Module : ใช้สำหรับแสดงผลในหน้าเว็ปไซต์
- Component : ซับซ้อนกว่าโมดูล สามารถปรับแต่งได้อย่างละเอียด
- Plugin : เป็นส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการติดต่อระหว่างผู้ชม หรือผู้ดูแล
**Extension Template
Joomla แบ่งการทำงานโดยแบ่งแยกข้อมูลในเว็บไซต์และการแสดงผลออกจากกัน นั้นหมายความว่า เมื่อต้องการเปลี่ยนหน้าตาของเว็บไซต์ ก็เพียงแต่เปลี่ยน Template ของเว็บไซต์ใหม่เท่านั้น
Template คือ รูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่แสดงผลทางเว็ปไซต์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ร่วมกันในทุกๆหน้าของเว็ปไซต์ มีความเป็นเอกภาพและความเหมือนกันทั้งเว็ปไซต์ โดยในแต่ละ Template จะประกอบด้วยไฟล์หลายประเภท ทั้งไฟล์ภาษา PHP หรือไฟล์ภาพ โดยในTemplate นั้น จะมีทั้ง Freeware และ commercial ให้เลือกดาวน์โหลดกัน นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้การปรับแต่ง Joomla ของเราทั้งการสร้างเมนู ใส่ Article ปรับแต่ง Template แก้ภาษา และฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมาย
และสุดท้ายก็ได้เรียนเรื่อง"การติดตั้ง Extension - การเปลี่ยน Template" และ "การติดตั้ง Extension - การติดตั้งภาษาไทย" ซึ่งเป็นตัวอย่างของการติดตั้ง Extension
สิ่งที่ต้องค้นคว้าเพิ่มเติม
- Present WEBQUEST
- เตรียมทำงาน Project ต่อไปค่ะ
ข้อเสนอแนะ
ดูแล้วน่าจะง่ายกว่าการใช้ Dreamweaver มากๆเลยค่ะ ^^
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
