สิ่งที่ได้เรียนรู้
วันนี้ได้เรียนเรื่อง. . .
CMS & LMS
การพัฒนาเว็บไซต์แบบเดิมๆ จะไม่ได้แยกโครงสร้างของเว็บไซต์ ส่วนการแสดงผลและส่วนเนื้อหาออกจากกัน จึงไม่สามารถแยกแก้ไขเฉพาะส่วนได้ เกิดปัญหาหลายๆอย่าง เช่น link ตาย และต่อมาได้เกิด CMS ขึ้น หรือก็คือ แนวทางการพัฒนาเว็บไซต์แบบกึ่งสำเร็จรูป "Content Management System" ซึ่งจะช่วยในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
CMS นั้นเป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้าง และบริหารเว็ปไซต์แบบสำเร็จรูป และผู้ใช้งานแทบจะไม่ต้องมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมมาก่อนเลย
โดยประกอบด้วยระบบย่อยต่างๆ คือ - ระบบจัดการข่าวสาร -ระบบจัดการบทวิจารณ์ -ระบบจัดการสมาชิก -ระบบสืบค้นข้อมูล -ระบบจัดการไฟล์ดาวน์โหลด และ -ระบบจัดการป้ายโฆษณา
ตัวอย่าง Sofeware ที่ใช้สร้าง CMS . . .
- Wordpress.org : เดิมใช้ช่วยสร้างบล็อก ซึ่งเขียนด้วยภาษา PHP แต่ต่อมาได้ถูกพัฒนาให้มีความสามารถมากขึ้น และเป็นที่นิยม เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูง และมีปลั๊กอินเยอะ ตัวอย่างหน่วยงานที่นำไปใช้ได้แก่ CNN
- Drupal : เนื้อหาต่างๆ และcontent จะถูกเก็บในฐานข้อมูล เป็นรูปแบบของ Dynamic และแสดงเนื้อหาทางเว็บเบราเซอร์
- Google Site : ให้บริการพื้นที่เว็บไซต์ง่ายๆ มีเท็มเพลตสำเร็จรูปให้เลือก แต่มีข้อจำกัดในการปรับแต่ง ที่ทำได้ไม่มากเท่าใดนัก และไม่สามารถใช้ร่วมกับระบบฐานข้อมูลได้ แต่ข้อดีคือ ใช้งานง่าย
- Mambo : เคยเป็นต้นแบบของ Joomla แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าใดนัก มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับ Joomla
- Joomla! : ได้รับความนิยมมาก เพราะมีจุดเด่นคือ สามารถปรับแต่งเว็ปไซต์ได้ตามความต้องการ และมีฟังก์ชันให้เลือกใช้หลากหลาย
Learning Management System (LMS) คือ ระบบนำเสนอความรู้ จ้ดเก็บข้อมูลเพื่อติดตามสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น และสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน E-Learning ให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยโดยเป็นสภาพแวดล้อมการเรียนการสอน เช่น -การสร้างบทเรียน การสร้างกิจกรรมออนไลน์ -การสร้างแบบทดสอบออนไลน์ -การจัดการประเมินออนไลน์ -การตรวจสอบเวลาเรียนของผู้เรียน -การตรวจสอบการทำกิจกรรมให้คะแนนผู้เรียน
Blackboard: เป็นระบบที่จุฬาฯ นำมาใช้ ถือเป็น LMS รูปแบบหนึ่ง คือสามารถให้ผู้เรียนดาวน์โหลดเอกสารต่างๆได้ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ เป็นลิขสิทธิ์ มีการเสียค่าใช้จ่ายในการใช้
TCU : เป็นระบบของการเรียน e-learning ที่พัฒนาขึ้นมาเอง เพื่อตอบสนองความต้องการ ซึ่งจะมีโครงการของต่างประเทศที่คล้ายกันคือ Sakai-Project
ATutor : เป็นระบบที่สามารถปรับแต่งได้เองอย่างอิสระ และทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้หลากหลายมากขึ้น
Moodle : เป็นระบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถออกแบบรายวิชาได้ตามความต้องการ มีฟังก์ชั่นการใช้งานมากมาย ทำให้จัดการเรียนการสอนออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็มีข้อจำกัดคือ โครงสร้างค่อนข้างตายตัว
Learnsquare : ถูกพัฒนาโดย Nectec เป็นระบบที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามอัธยาศัย ทุกที่ทุกเวลา ในระบบมัลติมีเดีย ทั้งบทความ ภาพ เสียง VDO และสามารถโต้ตอบได้เหมือนในห้องเรียนปกติ
จากนั้นก็ได้เรียนเรื่อง "การติดตั้ง AppServ เพื่อทดสอบ Joomla! ในเครื่อง", "ขั้นตอนการติดตั้ง Joomla!" และ "การสร้างเมนู Joomla!"
ตามด้วยเรื่อง "รู้จัก Front-end และ Back-end"
Front-end : (http://localhost/joomla) เป็นส่วนของหน้าเว็ปไซต์แสดงเนื้อหา แบ่งเป็น Module ต่างๆ เช่น
- Latest News : แสดงบทความล่าสุด
- Popular : แสดงบทความที่มีผู้ชมมากที่สุด
- Polls : เก็บรวบรวม และแสดงข้อมูลและผลทางสถิติ
- Search : สำหรับค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์
- Main Menu : แสดงเมนูหลัก
- Resources : เป็นเมนูสำหรับไปยังแหล่งข้อมูลต่างๆ
Back-end : (http://localhost/joomla/administrator/) เป็นส่วนของผู้ดูแลระบบ ที่จะทำการจัดการเว็ปไซต์
- Site : ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับฐานข้อมูล
- Menus : จัดการเมนูและลิ้งค์ในเว็บไซต์
- Content : จัดการกลุ่มของบทความ
- Components : ปรับตั้งค่า component ต่างๆในเว็ปไซต์
- Extension : อินสตอล ลบ extension ต่างๆ และปรับตั้งค่า extension อื่นๆ
- Tools : รวบรวมเครื่องมือที่สนับสนุนการทำงานในระบบต่างๆ ส่งข้อความไปยังสมาชิก การอ่านเขียนข้อความส่วนตัว ฯลฯ
- Help : รวบรวมข้อมูลที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆ
การจัดการ Content บน Joomla! : Content ใน Joomla! มีโครงสร้าง 3 ส่วน คือ
- Article : ข้อมูลหรือเนื้อหา
- Category : หมวดหมู่ย่อยของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Article ที่อยู่ในหมวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
- Section : หมวดหมู่หลักของ Article ซึ่งเก็บรวบรวม Category ที่อยู่ในหวดเดียวกันไว้ด้วยกัน
** Section เก็บ Category และ Category เก็บ Article **
** Uncategorized = Article แบบโดดๆ ไม่จัดอยู่ในหมวดหมู่ใดเลย **
**ถ้าเปรียบเทียบกับ Directory กับคอม จะมีการสร้างไดเรกทอรีหลัก (section) สำหรับการเก็บข้อมูล และภายในไดเรคทอรีหลักก็อาจจะมีการสร้างไดเรคทอรีย่อย (category) แล้วจึงจัดเก็บไฟล์ (article) ไว้ในไดเรคทอรีย่อยเหล่านั้นอีกที แต่โครงสร้างของ Joomla! มี 2 ระดับเท่าน คือ Section และ Category ไม่สามารถสร้างย่อยกว่านี้ได้
**Joomla! Extension มีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภทหลัก คือ
- Module : ใช้สำหรับแสดงผลในหน้าเว็ปไซต์
- Component : ซับซ้อนกว่าโมดูล สามารถปรับแต่งได้อย่างละเอียด
- Plugin : เป็นส่วนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการติดต่อระหว่างผู้ชม หรือผู้ดูแล
**Extension Template
Joomla แบ่งการทำงานโดยแบ่งแยกข้อมูลในเว็บไซต์และการแสดงผลออกจากกัน นั้นหมายความว่า เมื่อต้องการเปลี่ยนหน้าตาของเว็บไซต์ ก็เพียงแต่เปลี่ยน Template ของเว็บไซต์ใหม่เท่านั้น
Template คือ รูปร่างหน้าตาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่แสดงผลทางเว็ปไซต์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ร่วมกันในทุกๆหน้าของเว็ปไซต์ มีความเป็นเอกภาพและความเหมือนกันทั้งเว็ปไซต์ โดยในแต่ละ Template จะประกอบด้วยไฟล์หลายประเภท ทั้งไฟล์ภาษา PHP หรือไฟล์ภาพ โดยในTemplate นั้น จะมีทั้ง Freeware และ commercial ให้เลือกดาวน์โหลดกัน นอกจากนั้นยังได้เรียนรู้การปรับแต่ง Joomla ของเราทั้งการสร้างเมนู ใส่ Article ปรับแต่ง Template แก้ภาษา และฟังก์ชั่นอื่นๆอีกมากมาย
และสุดท้ายก็ได้เรียนเรื่อง"การติดตั้ง Extension - การเปลี่ยน Template" และ "การติดตั้ง Extension - การติดตั้งภาษาไทย" ซึ่งเป็นตัวอย่างของการติดตั้ง Extension
สิ่งที่ต้องค้นคว้าเพิ่มเติม
- Present WEBQUEST
- เตรียมทำงาน Project ต่อไปค่ะ
ข้อเสนอแนะ
ดูแล้วน่าจะง่ายกว่าการใช้ Dreamweaver มากๆเลยค่ะ ^^
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น